Young Heart ....03

posted on 30 Dec 2011 23:04 by ggfiction
 
Young Heart ....03

 
 

**********************************

เสียงน้ำฝนหยดจากชายคาดังติ๋งๆ เสียงใสๆ เป็นจังหวะอันเพราะพริ้ง แต่ทว่าชายหนุ่มที่นั่งเอามือเท้าคาง สายตามองเหม่อไปนอกหน้าต่างห้องรับแขกคงจะไม่รับรู้บรรยากาศโรแมนติกนี้นัก เพราะหัวคิ้วขมวดมุ่นขณะทอดถอนหายใจดังเฮือก
“เฮ้อ...เซ็งโว้ย!!” คาเมะเหลือบมองนาฬิกาบนผนังเป็นรอบที่ร้อยได้ละมัง เข็มสั้นและเข็มยาวช่างเดินไปอย่างรวดเร็ว จนป่านนี้ก็ปาเข้าไปเกือบยี่สิบสามนาฬิกาแล้ว คาเมะอยู่ตามลำพังในบ้านหลังหรูหราติดริมถนนแห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นบ้านของจินและจุนโนะ แต่บัดนี้ทั้งสองหนุ่มนั่นได้ไปเที่ยวที่ปารีสสองวันแล้ว ส่วนอุจจี้ก็ขอออกไปซื้อของใช้ส่วนตัวที่ห้างใกล้ๆ บ้าน คาเมะขี้เกียจไปเขาเลยต้องอยู่โยงเฝ้าบ้านคนเดียว
....และก็ต้องมานั่งเซ็งอยู่คนเดียวแบบนี้....
“รู้งี้ตามไปด้วยก็ดีหรอก...จนป่านนี้แล้ว...” เสียงขรึมจัดยังไม่วายบ่นอยู่คนเดียว อุจจี้ไปนานมาก หลายชั่วโมงทีเดียว ป่านนี้ห้างก็ปิดแล้ว และคนรักของเขาก็น่าจะกลับบ้านก่อนหน้านี้หลายชั่วโมงแล้วด้วย ..แต่ก็เปล่าเลย จวบจนกระทั่งมีรถแท็กซี่มาจอดที่หน้าบ้าน คาเมะชะเง้อมอง แล้วก็ต้องดีใจเมื่อเห็นร่างโปร่งบางของคนรักเดินหิ้วของพะรุงพะรังลงมาจากแท็กซี่คันนั้น
คาเมะรีบวิ่งไปเปิดประตูรับเอาอุจจี้เข้าบ้าน เขาจัดแจงหิ้วถุงช้อปปิ้งมาวางไว้บนโซฟา แล้วหันมาเลิกคิ้วใส่คนรักเป็นทำนองถามว่าทำไมถึงกลับช้า อุจจี้หัวเราะเบาๆ สวมกอดคาเมะเป็นเชิงประจบ ปากก็พูดขอโทษ
“ขอโทษน้า...ว่าจะกลับตั้งนานแล้ว พอดีมีเรื่องตื่นเต้น”
“เรื่องอะไรเหรอ?”
อุจจี้ไม่ตอบ เขาจูงมือคาเมะมานั่งบนโซฟา
“ฉันเจอแมวมองน่ะ เขาชวนฉันไปถ่ายแบบให้”
“ว่าไงนะ?” คาเมะร้องเสียงหลง แต่อุจจี้ปิดปากหัวเราะ
“เขาเป็นโมเดลลิ่งน่ะ ชื่อจิมมี่ เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เราเจอกันที่แผนกเสื้อผ้า เขาเห็นฉันปุ๊บก็บอกว่า...นี่แหล่ะใช่เลย... พอรู้ว่าฉันเป็นคนญี่ปุ่นก็ดีใจ ให้นามบัตรมา นี่ไง” คนพูดยื่นนามบัตรสีฟ้าอ่อนส่งให้คาเมะ แต่ชายหนุ่มปรายตามองนิดหนึ่งก็ไม่ได้สนใจ เขาดึงนามบัตรมาจากอุจจี้แล้วร่อนลงบนโต๊ะกระจก ได้ยินเสียงอุจจี้จิ๊ปากแบบไม่พอใจ เอื้อมไปหยิบนามบัตรใบนั้นมาเก็บใส่กระเป๋าตามเดิม
“เขาอยากให้ฉันไปถ่ายแบบลงนิตยสารแฟชั่นให้พรุ่งนี้ด้วยล่ะ” อุจจี้ทำเสียงพอใจปนกับความภูมิใจ นั่นไม่ใช่การขออนุญาตแต่เป็นการบอกกล่าวให้คาเมะได้รู้ไว้ ว่าพรุ่งนี้เขามีภารกิจที่ต้องไปทำ และเป็นอะไรที่ท้าทายด้วยซิ แต่คาเมะฟังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว ชายหนุ่มส่ายหน้า
“ไม่ให้ไป”
“เอ๊...ได้ไงง่ะ ฉันรับปากเขาไปแล้ว”
“ก็บอกว่าไม่ให้ไปไง หมอนั่นน่ะใครก็ไม่รู้ จู่ๆ จะไปกับเขาได้ไง แล้วเราก็ไม่ใช่คนที่นี่ด้วย มาเที่ยวประเดี๋ยวประด๋าวเอง อาทิตย์หน้าก็ต้องกลับโตเกียวแล้ว”
“ได้เงินดีด้วยนะ”
“ฉันรู้ว่านายไม่สนเรื่องรายได้หรอก”
“ไม่เอาง่ะ ฉันรับปากเขาไว้แล้ว” อุจจี้ทำปากยื่น ไม่พอใจที่คาเมะไม่เห็นด้วย และฝ่ายนั้นก็ยืนกรานว่าไม่ให้ไปถ่ายแบบเด็ดขาด อุจจี้ลุกพรวดขึ้นยืนกอดอก หรี่ตาให้คาเมะแบบไม่แคร์
“ฉันคือฉัน นายคือนาย คนละคนกัน ฉันจะได้ถ่ายแบบให้หนังสือแฟชั่นของอังกฤษเชียวนะ นายไม่ดีใจเหรอที่ฉันจะดัง”
“ไม่ดีใจ และไม่คิดว่ากะอีแค่ถ่ายแบบกระจอกๆ นั่นจะทำให้เด็กญี่ปุ่นคนหนึ่งดังเพียงชั่วข้ามคืนหรอก”
“คาเมะ!! นายกล้าพูดอย่างงี้ได้ไงหา? ถ่ายแบบกระจอกๆ เชอะ...พูดออกมาได้ไง”
“ไม่รู้ล่ะ ถ้าพรุ่งนี้นายไปถ่ายแบบเมื่อไรล่ะก็ เห็นดีกัน” คาเมะพูดไว้แค่นั้น เขาเดินกระแทกไหล่อุจจี้ออกไปจากห้องรับแขกทันที ชายหนุ่มเดินหัวเสียเข้าไปในห้องนอน ปิดไฟพรึ่บแล้วล้มตัวลงนอนทันทีโดยไม่รออุจจี้ และคืนนั้นแม้ว่าอุจจี้จะตามมานอนข้างๆ แล้วก็ตาม แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้หันหน้ามาทางคนรักเลยทั้งคืน

**********************************

รุ่งเช้า เมื่ออุจจี้ตื่นขึ้นมา ไม่เห็นมีคาเมะนอนอยู่ข้างกาย เขามองหารอบห้อง จนเดินไปทั่วรอบบ้านก็ไม่มีวี่แววของคาเมะ ชายหนุ่มทำหน้ามุ่ย รู้สึกเลยว่าวันนั้นอารมณ์คงจะขุ่นมัวไปทั้งวัน จนกระทั่งสายจัดคาเมะจึงเดินเข้าบ้านมา ด้วยเสื้อแจ๊คเก็ตสีดำที่เย็นชื้น ผมสีน้ำตาลเปียกเล็กน้อยเพราะโดนละอองฝอยของน้ำฝนที่ตกพรำๆ ตลอดเวลา
“ไปไหนมาน่ะ” อุจจี้ร้องถามมาจากในครัว เขากำลังทอดไข่และเบคอนเพื่อเป็นอาหารเช้า คาเมะเหลือบตาดูคนรัก เห็นใบหน้าที่ไม่มีรอยยิ้มเหมือนเช่นเคย ก็ทำหน้าบึ้งตอบ
“ไปเดินเล่นที่สวนใกล้บ้านนี่เอง”
“ไปก็ไม่ยอมปลุกด้วย”
“ก็เห็นนอนสบาย ไม่อยากรบกวน เมื่อคืนก็กลับดึกคงอยากจะนอนมากกว่า ฉันก็เลยปล่อยให้นอนหลับสบาย”
“แหม...” อุจจี้ค่อยยิ้มออก เขาวางจานอาหารลงบนโต๊ะ เสร็จแล้วก็กอดเอวคาเมะเอาไว้แน่น ซุกหน้ากับไหล่แกร่งนั้นอย่างประจบเอาใจ
“ห่วงเหมือนกันเหรอ?...เมื่อคืนนายไม่ยอมกอดฉันทั้งคืน”
“ก็เมื่อคืนมัน...”
“โกรธงั้นซิ”
“อือ...” คาเมะหัวเราะเบาๆ จิตใจเริ่มผ่อนคลาย เขามองกลุ่มผมที่ซุกอยู่แนบคางแล้วก็ใจอ่อน เมื่อใดก็แล้วแต่ที่ทะเลาะกัน อุจจี้มักจะตามมาประจบเขาเหมือนแมวเหมียวที่น่ารักได้ทุกทีซินา.. แล้วเขาจะใจแข็งไหวได้อย่างไรกัน
“มาประจบแบบนี้ จะเอายังไงหือ?” ชายหนุ่มถามเสียงเบา อุจี้เงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานปานจะหยด เขาจูงมือคาเมะมานั่งที่โต๊ะอาหาร แล้วก็บอกว่า
“วันนี้จะไปถ่ายแบบน่ะ ไม่อยากให้นายโกรธ”
“จะไปจริงๆ ง่ะ ก็เมื่อคืนฉันบอกไม่ให้ไปแล้วไง”
“โธ่...คาเมะ...ฉันรับปากกับเขาเอาไว้แล้ว ขอครั้งเดียวเท่านั้นเอง”
“เฮ้อ...อุจจี้...นายนี่....” คาเมะถอนหายใจ กลืนอาหารแทบไม่ลง กี่ครั้ง กี่ครั้ง เขาก็ไม่อาจขัดใจคนรักได้เลย แม้จะไม่อยากให้ไป แต่เมื่ออีกฝ่ายดึงดันจะไปให้ได้ เขาก็คงจะขัดอะไรไม่ได้
“งั้น...ระวังเนื้อระวังตัวก็แล้วกัน”
“เย้....” อุจจี้ปรบมือ ร้องออกมาด้วยความดีใจ ...ในที่สุดคาเมะก็ยอมเขาจนได้ แม้ว่าจะไม่เต็มใจก็ตาม
“นายจะไปด้วยมั้ย...แต่ว่าอย่าดีกว่า ให้นายไปด้วย ฉันก็คงจะเขินแย่ นายอยู่นี่ก็แล้วกัน”
“พูดเองเออเองเสร็จ จะไปไหนก็ไปเหอะ” คนพูดทำเสียงเซ็งจัด
คาเมะทานได้นิดเดียวก็อิ่ม เขาเดินออกไปจากห้องครัวโดยไม่พูดไม่จา บรรยากาศแบบนี้ขอนอนเล่นอยู่บ้านก็ดี นึกถึงจินและจุนโนะแล้วก็อดอิจฉาไม่ได้ ป่านนี้สองคนคงจะชื่นมื่นอยู่อีกที่หนึ่ง จะมีใครเหมือนเขาบ้างมั้ยนะ
......................
...............
..........
....อุจจี้ออกไปจากบ้านในเวลาต่อมา ดูท่าทางจะร่าเริงผิดกับคาเมะลิบลับ เมื่อก่อนออกจากบ้านก็บอกให้เขานอนเล่นได้ตามสบาย ไม่ต้องห่วง เพราะอุจจี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านตอนไหน
คาเมะก็เลยเปิดทีวีดูอยู่ในห้องรับแขก เมื่อเริ่มเบื่อรายการจากทีวี เขาก็นอนหงายดูดวงไฟที่ห้อยระย้าเหนือเพดานห้อง...ในห้วงคำนึงของคาเมะนั้น เขานึกไปถึงดวงตากลมโตของหนุ่มน้อยอีกคนหนึ่ง... ถ้ามียามะพีมาคอยป้วนเปี้ยนข้างๆ ด้วยก็ดีน่ะซิ เขาคงจะไม่เหงาแบบนี้ เพราะเจ้าเด็กนั่นคงจะมีเรื่องพูด มีเรื่องเถียงเขาได้ไม่เว้นแต่ละเวลา เฮ้อ...ยิ่งนึก ก็ยิ่งคิดถึง คาเมะคว้าโทรศัพท์ได้ก็โทรหายามะพีทันที
“โมชิ โมชิ...ว่าไงพี่เมะ” เสียงแรกที่คาเมะได้ยินจากปลายสายนั้น ทำให้เขาแช่มชื่นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
“มะพี...ไงเรา กำลังป่วนอะไรอยู่หรือเปล่า?”
“กำลังนอนดูหนังอยู่ เซ็งชะมัดเลยล่ะ มะพีเง๊าเหงา เมื่อไรพวกพี่ๆ จะกลับมาซะกะทีนะ ไม่มีใครมาให้เค้าแกล้งเลย เฮ้อ...เซ็งโคตร เกมก็เล่นหมดแล้ว พี่เมะกลับมาเร็วๆ น้า...า..า.า.” ยามะพีบ่นมาตามสาย คาเมะหัวเราะหึๆ นึกหาคำพูดมาตอบโต้แทบไม่ทัน
“พี่ก็อยู่คนเดียวนะตอนนี้ เหงาเหมือนกัน”
“เห...แล้วพี่อุจจี้คนงามของพี่ล่ะ หายไปไหน ไม่มานั่งเกยตักกันหรอกเหรอ”
“ไม่อยู่หรอก ไปถ่ายแบบ”
“หา???... ถ่ายแบบเหรอ?”
“เออ...หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ” แล้วคาเมะก็เล่าเรื่องให้ยามะพีฟัง ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมฟังเงียบๆ แต่โดยดี แถมยังตบท้ายด้วยคำพูดที่ว่า
“อิจฉาจัง...มะพีก็อยากถ่ายแบบบ้าง ถ้ามะพีอยู่ที่นั่นนะ รับรองเขาต้องให้มะพีถ่ายแบบแทนพี่อุจจี้แล้วล่ะ แฟนพี่เมะไม่ได้เกิดแน่นอน”
“เฮ่ย...เอาส่วนไหนของสมองมาคิดแข่งกับแฟนฉันวะ ยังไงนายก็สู้เขาไม่ได้ร้อกไอ้แก้มป่อง”
“ฮึ... พี่เมะปากเจ่อ ไม่อยากพูดด้วยแล้วโว้ย!!”
“เออ...ไม่ต้องคุยกันต่อก็ได้วะ เฮ้อ...ฉันไม่น่าโทรมาหานายเลยเว้ย...แค่นี้นะเจ้าตัวแสบ แล้วจะรีบกลับไปให้ป่วน” คาเมะรีบตัดสายทันทีก่อนที่จะได้ฟังคารมแสบๆ คันๆ ตอบโต้กลับมา
....................
...............

ยามะพีย่นจมูกใส่โทรศัพท์เมื่อคาเมะปิดเครื่องใส่หูของเขาอย่างไม่ใยดี นึกไปถึงถ้อยคำของอีกฝ่ายหนึ่ง ตอนนี้พี่เมะกำลังมีปัญหาใช่มั้ยนะ ทะเลาะกับพี่อุจจี้ซะแล้ว
“เชอะ..ไหนว่ารักกันนักหนาไง อีเธ่อ...”
เด็กหนุ่มเหลือบมองนาฬิกา ตอนนี้ก็เริ่มหิวอีกแล้ว อยู่บ้านก็เหงาด้วย ทางที่ดีออกไปหาอะไรกินดีกว่า และจุดหมายก็คือร้านของทักกี้นั่นเอง

****************************
รถยุโรปคันหรูขับมาเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ตามท้องถนนที่เฉอะแฉะ จินฮัมเพลงเบาๆ ตามเสียงเพลงที่เปิดในรถ เขาเหลือบมอบจุนโนะซึ่งกำลังเอนหลัง หลับตาพริ้มอยู่ข้างๆ ทั้งสองเพิ่งจะลงจากเครื่องบินมาไม่ถึงสองชั่วโมง สองสามวันอันหวานชื่นที่กรุงปารีสยังคงหอมตลบอบอวลอยู่รอบๆ ตัว แต่แล้วเสียงท้องที่ร้องดังโครกครากของจุนโนะทำให้จินต้องหัวเราะออกมา จุนโนะขยับตัวยุกยิกแล้วก็หันไปหัวเราะคิกนอกหน้าต่าง
“จุนโนะสุเกะ...ถ้าจะหิวล่ะซิ”
“ฮื่อ...หิวฮะ นี่กี่โมงแล้วง่ะ” คนพูดเหลือบตาดูหน้าปัดนาฬิกาหน้ารถแล้วก็ผิวปากดังหวือ
“โอ้โฮตั้งสามทุ่มแน่ะ โนะว่าเราแวะกินอะไรก่อนเหอะ หิวมาก..ก..ก..ก..ก” จุนโนะยื่นหน้ายื่นตามาหาจิน จนคนเป็นพี่นึกอยากจะจอดรถแล้วลากน้องชายมาจูบสักฟอดสองฟอด
แต่เท่าที่ทำได้ในยามนี้ ก็คือการพารถมาจอดที่ภัตตาคารแถวๆ รถไฟใต้ดิน
......
บรรยากาศยามค่ำคืนประดับประดาไปด้วยเม็ดไฟหลากสีเห็นเป็นหิ่งห้อยเล็กๆ เมื่อมองฝ่าละอองฝนที่เกาะอยู่รอบผนังกระจก จุนโนะเริ่มหั่นสเต๊กเนื้อแกะและชิม
“อูว์... อร่อยจริงๆ” เขายิ้มและยื่นหน้าทำท่าเคลิ้มไปกับอาหารจานโปรด ก่อนที่จะตักมันอบเข้าปากอีกคำ จินนั่งเท้าคางมองคนรักเพลิดเพลินกับอาหารมื้อค่ำ แค่เห็นจุนโนะร่าเริงเขาก็อิ่มแล้วล่ะ
“ชอบบรรยากาศแบบนี้จัง ฝนพรำยามมืด อากาศเย็น คืนนี้จะนอนกอดนายให้อุ่นระอุเลยล่ะ” จินพูดพร้อมกับจิบไวน์ ส่งสายตาเยิ้มมาให้
“พี่จินนี่หื่นแบบคาเมะว่าจริงๆ ด้วย”
“พี่ไม่ได้หื่นนะ แต่กลับจุนโนะน่ะอาจจะนิดหน่อย”
“งั้นก็โอเค ให้พี่จินหื่นกับผมได้คนเดียวเท่านั้น แต่กับคนอื่นน่ะห้ามเด็ดขาด”
“คร้าบ..บ..บ.. มีคนรักดุแบบนี้ ใครจะกล้ากันเล่า”
“พี่จินทานนี่ซิฮะ อร่อยน้า..” ว่าแล้วจุนโนะก็ตัดสเต็กให้จินคำใหญ่ แล้วก็บอกว่า
“เห็นสเต็กเนื้อแกะแล้วคิดถึงเมะนะ หมอนั่นล่ะชอบซะด้วยซิ”
“เราสั่งไปให้คาเมะกับอุจจี้คนละกล่องด้วยดีมั้ย?” จินเสนอ และจุนโนะก็พยักหน้ารับ เขาเรียกบริกรมาที่โต๊ะและขณะที่กำลังจะสั่งอาหารนั้น จินก็ทำเสียงอื้อในลำคอจนจุนโนะต้องหันมามอง ก็พบว่าสายตาของจินกำลังจับจ้องไปที่มุมหนึ่งของร้านอาหาร เมื่อน้องชายมองตามก็ต้องสะดุ้งเฮือก....
“เฮ้ย....นั่นมัน...อุจจี้นี่นา”
“คงไม่ต้องสั่งให้อุจจี้แล้วล่ะมัง” จินว่า
“มากับใครนะ แล้วคาเมะไปไหน?” เสียงจุนโนะเหมือนพูดกับตัวเอง เขาเห็นอุจจี้เดินมากับผู้ชายคนหนึ่ง รูปร่างสูงโปร่ง มองหน้าแว่บเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญผู้ชายคนนั้นดูดีเอามากๆ เลยล่ะ
“ใครง่ะพี่จิน?” จุนโนะถามจินเสียงเบา
“ไม่รู้ซิ ไม่รู้จัก และก็ไม่คิดว่าอุจจี้จะมารู้จักใครที่นี่ด้วย งงเหมือนกันแฮะ”
ทั้งสองหนุ่มเห็นชายคนนั้นกำลังประคับประคองอุจจี้ราวกับปฏิบัติกับเจ้าหญิงก็ไม่ปาน และสีหน้าของอุจจี้ก็ระบายยิ้มออกมาอย่างชื่นชม จุนโนะเก็บความสงสัยเอาไว้ คงต้องไปถามคาเมะดูละมัง แต่ก็ไม่รู้ว่าคาเมะจะรู้หรือเปล่าว่าอุจจี้มาทำอะไรในยามค่ำคืนแบบนี้
จุนโนะทำเสียงไม่พอใจในลำคอ นึกเป็นห่วงจิตใจของคาเมะ ดังนั้นเขาจึงสั่งอาหารให้คาเมะคนเดียวเท่านั้น จากนั้นก็รีบกินอาหารของตัวเอง ในขณะที่จินเองก็รีบกินเช่นกัน โชคดีที่อุจจี้นั่งหันหลังให้จึงไม่ทันเห็นพวกเขา เมื่อจินและจุนโนะกินอาหารเสร็จก็รีบจ่ายเงินแล้วตรงดิ่งกลับบ้านทันที
................
แสงไฟในบ้านยังสว่างไสวเมื่อตอนที่จินและจุนโนะมาถึง แสดงว่าคาเมะยังไม่นอน เมื่อได้ยินเสียงคลิ้กเปิดประตูจุนโนะถึงได้เห็นว่าคาเมะกระเด้งตัวยืนมองมาจากโซฟา เมื่อเห็นว่าใครมา ก็ส่งยิ้มกว้าง
“กลับมาแล้วคู่ฮันนีมูน”
“ไฮ..เมะ เป็นไงบ้าง” จุนโนะทักทายตอบพลางยื่นกล่องใส่อาหารให้คาเมะ
“กลับมาเร็วเหมือนกันนิ นึกว่าจะหลงไปฮันนีมูนบนดวงจันทร์ซะแล้ว” คาเมะแซว เขาเปิดกล่องสเต็กออก กลิ่นอันหอมหวนของเนื้อแกะก็พุ่งใส่จมูก เรียกน้ำย่อยให้ออกมาเต้นระบำในกระเพาะ เขายังไม่ได้ทานอะไร แต่ก็เตรียมทำเอาไว้สำหรับเขากับอุจจี้ แต่เมื่อจุนโนะเอาอาหารมายั่วน้ำลายแบบนี้ มันก็แทบอดใจไว้ไม่ไหว แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า น่าจะเก็บเอาไว้กินกับอุจจี้เขาก็ปิดกล่องนั้นเอาไว้ตามเดิม
“ทานซิเมะ สำหรับนายคนเดียวเท่านั้น” จุนโนะว่าแล้วก็กระแทกตัวลงนั่ง จินตบบ่าน้องชายน้องชายเบาๆ และปล่อยให้จุนโนะเป็นฝ่ายถามเรื่องอุจจี้ตามลำพัง
“จุนโนะ พี่เอากระเป๋าไปเก็บในห้องก่อนนะ...ตามสบายนะเมะ กินให้สบายใจก่อนก็ได้ ไม่ต้องเก็บท้องไว้รอแฟนนายหรอก” จินว่าแล้วก็เดินผิวปากจากไป ปล่อยให้คาเมะขมวดคิ้ว
“อะไรวะพี่จิน...มาถึงก็จะนอนเลยเหรอ...”
“หิวก็กินได้เลย ไม่ต้องรอแฟนนายหรอก” จุนโนะสะกิดให้เพื่อนเปิดกล่องอาหาร
“ทำไมง่ะ?”
“เขาคงอิ่มแล้วล่ะ”
“เห?”
“คาเมะ...ฉันเจอแฟนนายด้วยล่ะ...” แล้วจุนโนะก็เล่าเรื่องอุจจี้ให้คาเมะฟัง ซึ่งพอคาเมะได้ยินว่าอุจจี้กำลังกินอาหารในภัตตาคารกับใครบางคนแล้ว เขาก็รีบเปิดกล่องสเต็กกินอย่างไม่รอช้า เล่นเอาจุนโนะอ้าปากค้าง
“เฮ่ย...กินเบาๆ ก็ได้น่า”
“มันเจ็บใจโว้ย!!”
“แล้วเจ้าหมอนั่นมันใครกันนะ?” จุนโนะถาม
“ถ้าเป็นลักษณะอย่างที่นายบอก ก็คงจะชื่อจิมมี่”
“ใครล่ะจิมมี่นั่นน่ะ”
“เป็นคนมาติดต่อให้อุจจี้ถ่ายแบบให้ ไม่มีอะไรหรอก แต่เขาก็น่าจะโทรมาบอกฉันสักคำว่า จะไม่กลับมากินข้าวที่บ้าน ปล่อยให้หิ้วท้องรอซะ” แล้วคาเมะก็ตักเนื้อแกะเข้าปากคำใหญ่ ทำเสียงอูว์ อูว์ เพราะความอร่อย และทำท่าไม่สนใจเรื่องของคนรักอีกเลย ซึ่งจุนโนะก็ดูท่าทางของเพื่อนรักออก และคิดว่า คาเมะกำลังกลบเกลื่อนเรื่องรบกวนในใจด้วยการกินนั่นเอง
“นายปล่อยให้อุจจี้ไปถ่ายแบบได้ยังไงกันนะ นายคนนั้นน่ะไว้ใจได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”
“ก็เขาอยากไปนี่ ฉันห้ามเขาแล้ว แต่เขาไม่ฟัง และจะไปให้ได้ ก็ต้องปล่อยไป”
“ฉันเป็นห่วงเขานะเมะ”
“ฉันก็ห่วง ทำไมจะไม่ห่วง”
“แล้วทำไมไม่ไปด้วยกันล่ะ”
“เขาไม่อยากให้ไป เพราะฉันไม่เห็นด้วยที่จะให้เขาถ่ายแบบ”
“แค่ถ่ายแบบคงไม่มีอะไรมั้ง....”
“จุนโนะ...หมอนั่นเป็นไงมั่ง คนที่ชื่อจิมมี่นั่นน่ะ”
“....ท่าทางหมอนั่นน่ะ...เอ้อ...” จุนโนะอยากจะบอกเหลือเกินว่า นายคนนั้นน่ะมันประคองอุจจี้จนเกินงาม แต่ก็จะพูดให้คาเมะไม่สบายใจได้อย่างไรกัน เมื่อคาเมะเงยหน้าขึ้นมองเป็นเชิงถาม เขาก็ได้แต่หัวเราะเจื่อนๆ บอกแต่เพียงว่า
“นายคนนั้นดูดีนะ หล่อ แล้วก็หุ่นดีชะมัดเลย สูงโปร่ง หน้าตาคมคายทีเดียวแหล่ะ”
“ดูดีกว่าฉันว่างั้นเหอะ”
“เปล่านะ ฉันแค่บอกว่าเขาดูดีต่างหากเล่า”
“แล้วมันต่างกันตรงไหน”
“นายก็ดูดีในแบบของนาย มันไม่เหมือนกัน...โอ๊ย...นายกินสเต็กไปเหอะ ฉันไม่กวนแล้วล่ะ ไปนอนกับพี่จินดีกว่า แล้วก็นายจะรออุจจี้ก็ตามใจนะ ไปล่ะ กู๊ดไนท์”
คาเมะพยักหน้า เมื่อลับกายเพื่อนรักแล้ว เขาก็หยุดกิน ช้อนส้อมคาปาก ดวงตาเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ใจวิบๆ ชอบกล
“หมอนั่นดูดีกว่าฉันงั้นเหรอ?...เฮ้อ..อุจจี้...ฉันเชื่อใจนายนะ”

******************************

to be con